ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) คืออะไร คำนวณยังไง ใครต้องเสียบ้าง

ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) คืออะไร คำนวณยังไง ใครต้องเสียบ้าง

ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT (Value Added Tax) คือภาษีที่เก็บจากมูลค่าสินค้าและบริการ โดยรัฐบาลไทยจัดเก็บในอัตรา 7% ของราคาสินค้าหรือค่าบริการก่อนภาษี — นั่นคือทุกครั้งที่คุณซื้อของหรือใช้บริการที่รวม VAT แล้ว ส่วนที่เกิน 7% นั้นคือเงินที่ผู้ขายต้องนำส่งกรมสรรพากร ไม่ใช่ส่วนกำไรของเขา

บทความนี้จะอธิบายว่า VAT คืออะไร ใครต้องเสีย ใครยกเว้น พร้อมสูตรคำนวณ 3 แบบที่ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน และถ้าอยากคำนวณเลย สามารถใช้ เครื่องคำนวณ VAT ออนไลน์ได้ทันที

VAT คืออะไร เข้าใจง่ายๆ

VAT ย่อมาจาก Value Added Tax แปลตรงตัวว่า “ภาษีมูลค่าเพิ่ม” — ภาษีชนิดนี้เก็บจาก “มูลค่าที่เพิ่มขึ้น” ในแต่ละขั้นตอนของห่วงโซ่การผลิตและจำหน่ายสินค้า ตั้งแต่ผู้ผลิตวัตถุดิบ ไปถึงโรงงาน ผู้จัดจำหน่าย ร้านค้าปลีก จนถึงมือผู้บริโภค

ในทางปฏิบัติ: เมื่อคุณซื้อสินค้าราคา 1,000 บาท (ก่อน VAT) ร้านค้าจะเรียกเก็บ 1,070 บาท — ส่วนต่าง 70 บาทคือ VAT 7% ที่ร้านต้องนำส่งสรรพากรแทนคุณ ผู้บริโภคจึงเป็นคนแบกรับ VAT จริงๆ ส่วนร้านค้าแค่ทำหน้าที่เก็บและส่งแทน

ไทยเริ่มใช้ระบบ VAT แทนภาษีการค้าเดิมตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 (ค.ศ. 1992) ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77 เป็นต้นไป โดยอัตราปัจจุบันที่ 7% ประกอบด้วย VAT 6.3% + ภาษีท้องถิ่น 0.7% (รวมกันเสมอ ไม่ต้องแยกคิด)

ใครต้องจดทะเบียน VAT บ้าง

ไม่ใช่ทุกคนที่ขายของหรือให้บริการจะต้องจด VAT — กฎหมายกำหนดเกณฑ์รายได้ไว้ชัดเจน:

เงื่อนไขผลที่ตามมา
รายได้จากการขายสินค้า/บริการ ไม่เกิน 1.8 ล้านบาท/ปีไม่ต้องจด VAT (แต่ยังต้องเสียภาษีเงินได้)
รายได้ เกิน 1.8 ล้านบาท/ปีต้องจด VAT ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่รายได้เกินเกณฑ์
รายได้ยังไม่ถึงเกณฑ์ แต่อยากจดจดได้สมัครใจ — มีประโยชน์เรื่องภาษีซื้อ

📌 ข้อสังเกตสำหรับฟรีแลนซ์: ถ้าปีนึงรับงานไม่ถึง 1.8 ล้านบาท ไม่ต้องจด VAT เลย แต่ยังต้องยื่น ภ.ง.ด.90 (ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา) ตามปกติ สองเรื่องนี้แยกจากกัน ไม่ต้องสับสน หากต้องการอ่านเรื่องภาษีเงินได้เพิ่มเติม ดูได้ที่บทความ คำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

สูตรคำนวณ VAT 3 แบบ (ใช้ได้ทันที)

มีสถานการณ์หลัก 3 แบบที่ต้องคำนวณ VAT ในชีวิตประจำวัน:

สูตรที่ 1 — บวก VAT เข้าไป (ราคาก่อน VAT → ราคาที่ลูกค้าจ่าย)

ใช้เมื่อ: คุณตั้งราคาสินค้าไว้ว่า X บาท แล้วต้องแจ้งลูกค้าว่าจ่ายทั้งหมดเท่าไร

ราคารวม VAT = ราคาก่อน VAT × 1.07
ยอด VAT     = ราคาก่อน VAT × 0.07

ตัวอย่าง: สินค้าราคา 500 บาท → VAT = 500 × 0.07 = 35 บาท → ราคาที่ลูกค้าจ่าย = 500 + 35 = 535 บาท

สูตรที่ 2 — ถอด VAT ออก (ราคารวม VAT → หาว่า VAT คือเท่าไร)

ใช้เมื่อ: เห็นราคาที่รวม VAT แล้ว อยากรู้ว่ายอด VAT และราคาก่อน VAT คือเท่าไร

ยอด VAT        = ราคารวม VAT × 7 ÷ 107
ราคาก่อน VAT  = ราคารวม VAT ÷ 1.07

ตัวอย่าง: บิลร้านอาหาร 1,070 บาท (รวม VAT) → VAT = 1,070 × 7 ÷ 107 = 70 บาท → ราคาก่อน VAT = 1,070 ÷ 1.07 = 1,000 บาท

สูตรที่ 3 — หาเปอร์เซ็นต์ VAT ในยอดรวม

ใช้เมื่อ: อยากตรวจว่าราคาที่เห็นนั้น VAT คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของยอดทั้งหมด

% ของ VAT ในยอดรวม = 7 ÷ 107 × 100 ≈ 6.54%

หมายความว่า ถ้าสินค้าราคา 107 บาท (รวม VAT) — VAT ในนั้นคือ 7 บาท หรือราว 6.54% ของยอดทั้งหมด ไม่ใช่ 7% ของยอดรวม (ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อย)

ถ้าไม่อยากคิดเลขเอง ใช้ เครื่องคำนวณ VAT ออนไลน์ฟรีของเราได้เลย — รองรับทั้งบวก VAT และถอด VAT ไม่ต้องจำสูตร

ตารางตัวอย่างคำนวณ VAT 7% (ราคาพบบ่อย)

ราคาก่อน VATVAT 7%ราคารวม VAT
100 บาท7 บาท107 บาท
500 บาท35 บาท535 บาท
1,000 บาท70 บาท1,070 บาท
5,000 บาท350 บาท5,350 บาท
10,000 บาท700 บาท10,700 บาท
50,000 บาท3,500 บาท53,500 บาท
100,000 บาท7,000 บาท107,000 บาท

สินค้าและบริการที่ยกเว้น VAT (ไม่ต้องเสีย)

ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 81 กำหนดรายการสินค้าและบริการที่ได้รับยกเว้น VAT ไว้ดังนี้:

  • สินค้าเกษตร — ขายพืชผัก ผลไม้ ข้าว สัตว์มีชีวิต ที่ยังไม่ผ่านแปรรูป
  • บริการการศึกษา — โรงเรียน มหาวิทยาลัย สถาบันกวดวิชา ที่ได้รับอนุญาตถูกต้อง
  • บริการทางการแพทย์ — โรงพยาบาล คลินิก รักษาพยาบาล
  • บริการวิชาชีพพิเศษ — สอบบัญชี (CPA), ว่าความ (ทนายความ), วิศวกร, สถาปนิก
  • บริการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ — งานวิจัยที่ไม่แสวงหากำไร
  • บริการวัฒนธรรม — พิพิธภัณฑ์ ศิลปะ สถานที่ประวัติศาสตร์ของรัฐ
  • การเช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่ออยู่อาศัย — เช่าบ้าน คอนโด เพื่ออยู่ (ไม่รวมให้เช่าเพื่อธุรกิจ)

⚠️ ข้อควรระวัง: “ยกเว้น VAT” ไม่ได้แปลว่าไม่ต้องเสียภาษีทุกอย่าง — ยังต้องเสียภาษีเงินได้ตามปกติ แค่ไม่ต้องเก็บ VAT จากลูกค้าและไม่ต้องจด VAT เท่านั้น

ผู้ประกอบการที่จด VAT — มีภาระอะไรบ้าง

เมื่อจดทะเบียน VAT แล้ว ผู้ประกอบการมีหน้าที่ 3 อย่างหลัก:

  1. ออกใบกำกับภาษี ทุกครั้งที่ขายสินค้าหรือให้บริการ (VAT invoice) ระบุราคาก่อน VAT, ยอด VAT 7%, และราคารวมชัดเจน
  2. จัดทำรายงานภาษีซื้อและภาษีขาย ทุกเดือน — ภาษีขายคือ VAT ที่เก็บจากลูกค้า ภาษีซื้อคือ VAT ที่จ่ายไปตอนซื้อสินค้าหรือวัตถุดิบ
  3. ยื่นแบบ ภ.พ.30 และนำส่งภาษี ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป (ถ้ายื่นออนไลน์ผ่านระบบ e-Filing มีเวลาพิเศษถึงวันที่ 23)

ข้อดีของการจด VAT คือ สามารถนำภาษีซื้อมาหักออกจากภาษีขายได้ — ถ้าเดือนนั้นซื้อวัตถุดิบมาเยอะ VAT ที่ต้องจ่ายจะลดลงตามไปด้วย หรือถ้าภาษีซื้อเกินภาษีขาย มีสิทธิ์ขอคืนภาษีได้ด้วย

สำหรับบุคคลที่ต้องการคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายควบคู่กับ VAT สามารถอ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมได้

VAT ในชีวิตประจำวัน — พบบ่อยที่ไหนบ้าง

คุณเจอ VAT ทุกวันในหลายที่ โดยอาจไม่ทันสังเกต:

  • ใบเสร็จร้านอาหาร/ห้าง — มักระบุ “VAT 7%” แยกออกมาให้เห็น หรือบางที่ระบุว่า “ราคาดังกล่าวรวม VAT แล้ว”
  • ค่าโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ต — ค่าบริการก่อน VAT บวก 7% = ยอดที่หักจากบัญชีจริง
  • การสั่งซื้อออนไลน์ — Shopee, Lazada มักแสดง “ราคารวม VAT” แล้ว แต่บางร้านแสดงราคาก่อน VAT แล้วบวกเพิ่มตอน checkout
  • ใบแจ้งหนี้จากผู้รับจ้าง/ฟรีแลนซ์ที่จด VAT — ถ้าจ้างบริษัทที่จด VAT มาทำงาน ใบแจ้งหนี้จะบวก VAT 7% มาด้วย
  • ตั๋วเครื่องบินและโรงแรม — มีทั้ง VAT และภาษีอื่นๆ ต้องดูรายละเอียดใน itemized bill

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ VAT

ฟรีแลนซ์รับงานต้องเสีย VAT ไหม?

ถ้ารายได้ทั้งปีไม่เกิน 1.8 ล้านบาท ไม่ต้องจด VAT และไม่ต้องเก็บ VAT จากลูกค้า แต่ยังต้องยื่นภาษีเงินได้ (ภ.ง.ด.90) ตามปกติ ถ้าเกิน 1.8 ล้านบาทในปีใด ต้องจด VAT ภายใน 30 วัน

“ราคายังไม่รวม VAT” กับ “ราคารวม VAT แล้ว” ต่างกันยังไง?

ราคายังไม่รวม VAT (Excl. VAT) = ราคาฐาน ต้องบวก 7% อีก / ราคารวม VAT แล้ว (Incl. VAT) = จ่ายเท่านี้พอ ไม่บวกเพิ่ม ตัวอย่าง: “500 บาท (ยังไม่รวม VAT)” → จ่ายจริง 535 บาท, “535 บาท (รวม VAT แล้ว)” → จ่ายจริง 535 บาทเช่นกัน

ถ้าไม่จด VAT ทั้งที่รายได้เกิน 1.8 ล้าน โทษคืออะไร?

มีโทษทั้งปรับและเสียเบี้ยปรับ — ปรับได้ถึง 2,000 บาท บวกเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนของ VAT ที่ควรส่งตลอดช่วงที่ยังไม่จด ยิ่งนานยิ่งสะสม ควรจดทะเบียนตั้งแต่รายได้ใกล้เกิน 1.8 ล้าน

VAT 7% ที่ 6.3% + 0.7% คำนวณแยกต้องทำอย่างไร?

ในการใช้งานจริง ไม่ต้องแยกคำนวณ — ใช้ 7% รวมได้เลย การแบ่งเป็น 6.3% (VAT กลาง) + 0.7% (ภาษีท้องถิ่นที่กรมสรรพากรรับไปจัดสรรให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น) เป็นเรื่องภายในของกรมสรรพากร ไม่กระทบการคำนวณของผู้ประกอบการ

ซื้อสินค้าจากต่างประเทศออนไลน์ เสีย VAT ไหม?

สินค้าส่งเข้ามาในไทยต้องเสียอากรขาเข้า + VAT ที่ด่านศุลกากร สำหรับสินค้าราคาต่ำกว่า 1,500 บาท/ชิ้น เดิมยกเว้นอากรได้ แต่ตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นไป รัฐบาลไทยมีแนวโน้มบังคับเก็บ VAT จากสินค้า cross-border e-commerce ด้วย ควรติดตามนโยบายล่าสุดจากกรมศุลกากร

ใบกำกับภาษีกับใบเสร็จรับเงินต่างกันไหม?

ต่างกันอย่างสำคัญ — ใบกำกับภาษี (Tax Invoice) เป็นเอกสาร VAT อย่างเป็นทางการ ใช้หักภาษีซื้อได้ ต้องมีเลขทะเบียน VAT ของผู้ขายและผู้ซื้อ ส่วน ใบเสร็จรับเงิน (Receipt) แค่ยืนยันการชำระเงิน ถ้าซื้อของเพื่อใช้ในธุรกิจ VAT ที่จ่ายต้องมีใบกำกับภาษีถึงจะนำมาหักได้

VAT กับภาษีหัก ณ ที่จ่าย เกี่ยวกันไหม?

เป็นคนละภาษีกันโดยสิ้นเชิง — VAT เก็บจากมูลค่าสินค้า/บริการ ส่วนหัก ณ ที่จ่ายเป็นการหักภาษีเงินได้จากยอดจ่ายค่าจ้าง ในใบแจ้งหนี้เดียวกัน อาจมีทั้งสองรายการ เช่น ค่าจ้าง 10,000 + VAT 700 = 10,700 บาท แต่ผู้จ่ายหัก ณ ที่จ่าย 3% = 300 บาท → โอนจริง 10,400 บาท

สรุป: VAT ที่ต้องรู้ใน 1 นาที

ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) คือภาษี 7% ที่เก็บจากสินค้าและบริการ โดยผู้บริโภคเป็นคนแบกรับจริงๆ ส่วนร้านค้า/ผู้ประกอบการทำหน้าที่เก็บและนำส่งสรรพากร สูตรหลักมี 3 แบบ: บวก VAT (×1.07), ถอด VAT (÷1.07 หรือ×7÷107) และตรวจว่า VAT คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ในยอดรวม (~6.54%)

ใครรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาท/ปีไม่ต้องจด VAT แต่ก็ยังต้องเสียภาษีเงินได้ตามปกติ ไม่ต้องการจำสูตร ใช้ เครื่องคำนวณ VAT ออนไลน์ของแปลงไฟล์.com — รองรับทั้งบวก VAT ถอด VAT ทำงานในเบราว์เซอร์ ไม่ต้องลงโปรแกรม ฟรี 100%

⚠️ บทความนี้เป็นข้อมูลเบื้องต้นเพื่อความเข้าใจทั่วไป กฎหมายภาษีมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามนโยบายรัฐบาล สำหรับการตัดสินใจทางธุรกิจหรือกรณีที่ซับซ้อน แนะนำให้ตรวจสอบกับกรมสรรพากร (rd.go.th) หรือปรึกษานักบัญชีที่ได้รับอนุญาต